










การประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนด้านการบริหารงานคดีและความรับผิดทางละเมิด ตลอดระยะเวลาอบรม ๕ วัน ครอบคลุมเนื้อหา ๓ ส่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนสามารถนำไปปฏิบัติในพื้นที่ได้จริง โดยแบ่งเป็นส่วนที่ ๑ คือ การส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีแพ่ง ส่วนแรกเป็นเนื้อหาเพื่อให้ทราบถึงอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการในการว่าต่าง หรือแก้ต่างในคดีแพ่ง ให้แก่หน่วยงานหรือบุคคล ซึ่งเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน จำเป็นต้องทราบถึงอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการและผู้มีอำนาจทำการแทน ตลอดจนระยะเวลาการนำเรื่องส่งให้พนักงานอัยการฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้พนักงานอัยการมีเวลาเพียงพอที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงและคำให้การได้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอันเนื่องมาจากหน่วยงานมีกองทุนเพื่อให้ประชาชนกู้ยืมเงินเพื่อนำไปประกอบอาชีพ อันเป็นที่มาของสัญญาเงินกู้และค้ำประกัน ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงมีความจำเป็นเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่จำต้องเข้าใจในเรื่องอายุความของสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งสามารถแบ่งได้ตามลักษณะ ดังนี้ ๑) สัญญากู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ๒) สัญญาที่มีการกำหนดผ่อนชำระเงินคืนเป็นงวด ๆ มีอายุความ ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๓ (๒) การนับอายุความให้นับเป็นงวด ๆ ไป งวดใดที่นับแต่วันถึงกำหนดชำระไปจนถึงวันฟ้องเกิน ๕ ปีแล้วก็เป็นอันขาดอายุความ ๓) สำหรับสัญญาค้ำประกัน มีอายุความตามสัญญากู้ยืมเงิน นอกจากประเด็นอายุความแล้ว เอกสารที่เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนต้องรวบรวบเพื่อให้พนักงานอัยการประกอบฟ้องตามประเภทคดี ประกอบไปด้วย
๑. ระเบียบว่าด้วยการจัดตั้งหรือก่อตั้งกองทุนที่เป็นแหล่งเงินให้กู้ยืมนั้น ๆ
๒. ระเบียบปฏิบัติหรือข้อบังคับของการดำเนินการให้กู้ยืมของส่วนราชการนั้น ๆ
๓. สัญญากู้ยืมและเอกสารแนบท้ายสัญญา หรือระเบียบ ข้อบังคับ ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา
๔. สัญญาค้ำประกัน
๕. เอกสารการจ่ายเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้
๖. เอกสารบัญชีการเป็นหนี้ และหลักฐานที่แสดงว่ามีการชำระหนี้บางส่วน (ถ้ามี)
๗. เอกสารสรุปข้อเท็จจริงของกระบวนการให้กู้ยืมและค้ำประกัน
๘. หนังสือทวงถามไปยังลูกหนี้กู้ยืมพร้อมใบตอบรับ
๙. หนังสือแจ้งผู้ค้ำประกันให้ทราบว่าลูกหนี้ผิดนัดและทวงถามไปยังผู้ค้ำประกัน (ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด) พร้อมใบตอบรับ
ข้อควรระวังของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนคือควรตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของสัญญา หลักฐานการรับเงิน การชำระหนี้และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีข้อสังเกต ดังนี้ ๑. หนี้เงินต้นกับหนี้ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ฉบับเดียว ถือเป็นหนี้รายเดียวกัน หากมีการฟ้องต้องฟ้องรวมกันมา ไม่อาจแยกฟ้องเป็นหนี้เงินต้นคดีหนึ่ง หนี้ดอกเบี้ยอีกคดีหนึ่งได้ ๒. สัญญากู้ยืมเงินที่มีข้อตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด (ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด) การคิดดอกเบี้ยคิดตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับเงินที่ยืมไป คือวันทำสัญญา เงินที่จะฟ้องเรียกคืนตามสัญญากู้ คือ เงินต้นที่กู้ยืมไปพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระ คำนวณถึงวันฟ้องและถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ถ้าในสัญญาไม่ได้ตกลงกันเรื่องดอกเบี้ยไว้ ดอกเบี้ยที่จะเรียกได้คือดอกเบี้ยผิดนัด ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ซึ่งจะคำนวณนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จ ๓. ทุนทรัพย์ในคดีที่ฟ้องผู้กู้และผู้ค้ำประกันคือจำนวนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ผู้กู้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ส่วนที่ ๒ คือ หลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล ในส่วนนี้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจำต้องทราบว่าใครคือผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือใครคือคู่ความในคดีแพ่งได้ เพื่อเป็นการกำหนดสิทธิให้บุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ได้ กระบวนการต่อมาคือการไกล่เกลี่ย ไม่ว่าการพิจารณาคดีได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลมีอำนาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกันในข้อพิพาทนั้น ตาม ป.วิ แพ่ง มาตรา ๒๐ กล่าวโดยสรุปในชั้นพิจารณาคดีในชั้นศาล จะมีขั้นตอนในการฟ้องคดีอาญา คดีแพ่ง และการไกล่เกลี่ย ผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ได้แก่ พนักงานอัยการ และผู้เสียหาย (ป.วิอ. มาตรา ๒๘) ผู้เสียหายนอกจากจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาแล้วยังมีอำนาจจัดการเกี่ยวแก่คดี เช่น ๑. ร้องทุกข์ ๒. เข้าร่วมเป็นโจทย์กับพนักงานอัยการ ๓. เป็นโจทย์ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ๔. ถอนฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ๕. ยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว (ป.วิอ. มาตรา ๓) ส่วนคู่ความในคดีแพ่ง คือ บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล หรือ ๑. บุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ และ ๒. ทนายความ (ป.วิแพ่ง มาตรา ๑ (๑๑)) ส่วนที่ ๓ คือ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่และการบังคับคดี เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่ดำเนินการเกี่ยวเนื่องกับกองทุนต่าง ๆ ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ โดยมีสาระสำคัญของการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ที่ละเมิดต่อบุคคลภายนอก และละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ กรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น หรือมีเหตุอันควรเชื่อ ว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก็ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ข้อสังเกตและข้อควรระวังที่เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนควรตระหนัก คือการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ต้องไม่เกิน ๕ คน, ผู้แต่งตั้งต้องมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และผู้แต่งตั้งต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ใช่ผู้ถูกสอบสวน และเมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงเสร็จแล้วให้เสนอความเป็นไปยังผู้แต่งตั้ง โดยผู้แต่งตั้งอาจมีความเห็นให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดทบทวนความเห็นหรือสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ และคณะกรรมการต้องรีบดำเนินการสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่ผู้แต่งตั้งกำหนด ความเห็นของคณะกรรมการต้องมี ๑. ข้อเท็จจริง ๒. ข้อกฎหมายที่แจ้งชัด ๓. ต้องมีพยานหลักฐานที่สนับสนุนประกอบด้วยความเห็นของคณะกรรมการ แต่ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น หลังจากผู้แต่งตั้งได้รับผลการพิจารณาของคณะกรรมการแล้ว ให้วินิจฉัยสั่งการว่ามีผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด แต่ยังไม่ต้องแจ้งการสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ โดยให้ผู้แต่งตั้งส่งสำนวนภายใน ๗ วัน นับแต่วันวินิจฉัยสั่งการให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบ เว้นแต่เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดว่าไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ถ้ากระทรวงการคลังไม่แจ้งผลการตรวจสอบให้ทราบภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ผู้แต่งตั้งมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรและแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบต่อไป ข้อพึงระวังในการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดและการออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือการนับอายุความตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด ในระยะอายุความ ๑ ปี ๒ ปี หรือ ๑๐ ปี ตามแต่กรณีนับแต่หน่วยงานของรัฐออกคำสั่งหรือนับแต่วันทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีผลต่อการบังคับคดีแพ่ง ซึ่งมีระยะเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นกัน ในส่วนของกระบวนการบังคับคดีและการสืบทรัพย์ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนต้องมีความรู้ความเข้าใจความแตกต่างของคำสั่งทางปกครองและหมายบังคับคดี ในส่วนของการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางละเมิดเกี่ยวกับกองทุนชุมชนในงานพัฒนาชุมชน การบังคับตามคำสั่งปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน จะใช้บังคับได้ ๒ ส่วน คือ ๑. การบังคับโดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ม. 63/7 – ม. 63/14 และ ๒. การบังคับโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี ม. 63/15 – ม.63/19 ส่วนกระบวนการสืบทรัพย์และการยึดทรัพย์สินในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับสำนักงานบังคับคดี เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนหรือหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการฟ้องต้องตรวจสอบความชัดเจนของข้อมูล ประเมินความคุ้มค่าของทรัพย์สิน รวมทั้งการมอบอำนาจต้องถูกต้องเพื่อที่จะยื่นขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :
คำสั่งมอบอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พช.
