การติดตามการดำเนินงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี

การติดตามการดำเนินงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ยังคงเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญในลำดับแรกในการสร้างความเข้าใจควบคู่ไปพร้อม ๆ กับการติดตามการดำเนินงานทั้งในแง่ของกระบวนการส่งเสริมความเข้มแข็งของสตรีและการบริหารโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เกินกำหนดชำระ เกินกว่าครึ่งทางแม้ยังระบุชัดเจนไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนเงินกู้ไม่ประสบผลสำเร็จ หรือกระบวนการส่งเสริมการพัฒนา หรือแม้กระทั่งกระบวนการบริหารจัดการโครงการเองที่มีปัญหา อันก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่มจนสามารถมีรายได้มาชำระหนี้โครงการได้นั้น ขั้นตอนไหนส่งผลกระทบต่อกระบวนการเป็นสำคัญ แต่ในแง่ผู้ปฏิบัติ ตลอดจนการกำหนดแนวทาง เรายังจำเป็นต้องกำหนดกรอบแนวทางเพื่อการปฏิบัติให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการเหล่านั้นอยู่ดี เพื่อแก้ไขปัญหาและการบรรลุซึ่งเป้าหมายที่วางไว้หรือที่ควรจะเป็น หากพัฒนากรเก่าเหนื่อยล้า พัฒนากรใหม่ใยจะเข้มแข็งมีพลังต่อสู้ ปัญหาที่ได้พบจากการติดตาม สอบถาม และพบเจอในระดับพื้นที่ เราสามารถแบ่งกระบวนการทำงานออกเป็น 3 ระยะหลัก เพื่อให้เห็นภาพและนำไปปฏิบัติได้จริง ก็ต้องบอกว่าระยะแรกที่ต้องดำเนินการ (ป้องกันปัญหาหนี้เกินกำหนดชำระและโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จริง) ดังนี้

ระยะที่ 1: การป้องกันเชิงรุก (ก่อนอนุมัติและช่วงเริ่มต้น) ขั้นตอนนี้คือการสร้างเกราะป้องกันปัญหาหนี้เสียตั้งแต่ต้นทาง คือ 1.ยกระดับการคัดกรองและประเมินศักยภาพ (Intensive Screening) กล่าวคือ เป็นกระบวนการที่พัฒนากรต้องมีส่วนร่วมในพื้นที่อย่างที่สุดโดยการประเมินแผนธุรกิจเชิงลึก ไม่ใช่แค่ตรวจสอบเอกสาร แต่ต้องลงพื้นที่พูดคุย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ความต้องการของตลาดจริง และศักยภาพของสมาชิกในการดำเนินงาน ตรวจสอบประวัติทางการเงิน ตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ (ถ้ามี) และภาระหนี้สินปัจจุบันของสมาชิก เพื่อประเมินความสามารถในการชำระคืน อันนี้โดยหลักการในการดำเนินการทางธุรกิจ หากแต่ในทางปฏิบัติย่อมไม่ถึงขนาดที่ต้องเข้าตรวจสอบ แต่ในฐานะพัฒนากรผู้ประสานงานตำบล เราย่อมรู้พื้นที่ การมีส่วนร่วมของกลุ่ม รวมทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในหมู่บ้านในฐานะที่เรารับผิดชอบเงินทุนในพื้นที่อยู่พอประมาณ และจำเป็นต้องประเมินความเข้มแข็งของกลุ่ม โดยพิจารณาความสามัคคี การแบ่งงาน และกลไกการบริหารจัดการภายในกลุ่ม เพราะหลายครั้งปัญหาเกิดจากความขัดแย้งภายใน (เอาจริงนะ อันนี้ต้องขีดเส้นใต้ไว้จริง ๆ ว่าจะต้องมีกลุ่ม เป็นกลุ่มจริง ๆ อันนี้แหละนั่งคิดแล้วตั้งคำถามกับตัวเอง) 2.สร้าง “สัญญาใจ” และให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy & Commitment) ด้วยการจัดอบรมภาคบังคับก่อนรับเงินกู้ เนื้อหาต้องครอบคลุมการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายอย่างง่าย, การบริหารเงินทุนหมุนเวียน, การตลาดเบื้องต้น และที่สำคัญคือ “เงื่อนไขและวินัยการชำระคืน” พร้อมทั้ง อธิบายสัญญาให้ชัดเจน ใช้ภาษาง่ายๆ หรือมีเอกสารสรุป (Infographic) อธิบายลำดับการชำระเงินต้น ดอกเบี้ย และผลที่จะตามมาหากผิดนัดชำระ เพื่อให้ทุกคนในกลุ่มเข้าใจตรงกัน แต่เอาจริง ๆ นะ กระบวนการนี้อยู่ใน Protocol ปกติที่เราทำอยู่หลังได้รับอนุมัติเงิน (แต่นั่นแหละ หรือเราไม่ทำกัน)

ระยะที่ 2: การติดตามและส่งเสริม (ระหว่างดำเนินโครงการ) เมื่ออนุมัติแล้ว งานที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น การติดตามอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เห็นสัญญาณเตือนและแก้ไขได้ทันท่วงที

1.จัดทำ “ปฏิทินเยี่ยมเยียนและให้คำปรึกษา” (Mentoring Calendar) กำหนดตารางการลงพื้นที่หรือโทรศัพท์ติดตามอย่างสม่ำเสมอ (เช่น ทุก 1-2 เดือน) ไม่ใช่รอจนถึงวันครบกำหนดชำระ วัตถุประสงค์เพื่อสอบถามความคืบหน้าของโครงการ ปัญหาอุปสรรค และให้คำแนะนำ ไม่ใช่การทวงหนี้

2.สร้างระบบพี่เลี้ยง (Buddy System) จับคู่กลุ่มที่ประสบความสำเร็จ (รุ่นพี่พัฒนากรเก่า) มาเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มใหม่ (รุ่นน้องพัฒนากรใหม่) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างเครือข่ายช่วยเหลือกัน อ้อ..อันนี้อย่าลืมคณะทำงานขับเคลื่อนฯ หรืออาสาสมัคร ที่มีแววด้วยหน่อยนะ ยุคโคกหนองนารุ่ง ๆ เราจะได้ยินเสมอ นักพัฒนาจิตอาสาที่ดี ต้องหัวไวใจสู้ อันนี้ก็จะทำนองนั่นแหละ

3.สนับสนุนด้านการตลาด (Market Support) เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสตรีกับช่องทางการตลาดต่างๆ เช่น ตลาดประชารัฐ, งาน OTOP, แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพราะเมื่อมีรายได้ การชำระหนี้ย่อมดีขึ้น กระบวนการนี้เราน่าจะใช้ทักษะจากน้อง ๆ พัฒนากรใหม่ได้ดีและเหมาะสมยิ่งขึ้นกับยุคสมัยนี้

ระยะที่ 3: การบริหารจัดการหนี้เกินกำหนด (เมื่อเกิดปัญหา) สำหรับหนี้ที่เกินกำหนดชำระ ต้องมีกระบวนการจัดการที่ชัดเจนและยืดหยุ่น

1.จำแนกประเภทลูกหนี้ (Debt Segmentation) กลุ่มสีเขียว (ค้างชำระไม่เกิน 30 วัน) ใช้การแจ้งเตือนอย่างเป็นมิตรผ่าน SMS, Line หรือโทรศัพท์ กลุ่มสีเหลือง (ค้างชำระ 31-90 วัน) เจ้าหน้าที่ต้อง ลงพื้นที่ทันที เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง เช่น ปัญหาการผลิต, การตลาด, หรือความขัดแย้งภายในกลุ่ม กลุ่มสีแดง (ค้างชำระเกิน 90 วัน) จัดเป็นกรณีเร่งด่วนที่ต้องมีทีมเฉพาะกิจเข้าดูแลและวางแผนแก้ไขอย่างเข้มข้น

2.ใช้เครื่องมือที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม (Flexible Solutions) การปรับโครงสร้างหนี้ หากโครงการยังไปต่อได้ แต่ประสบปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว ให้พิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือปรับลดยอดผ่อนชำระต่องวดตามความเหมาะสม การพักชำระหนี้ (Grace Period) สำหรับกรณีที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและฉับพลัน เช่น ภัยธรรมชาติ, การเจ็บป่วยรุนแรงของสมาชิกหลัก การไกล่เกลี่ย จัดเวทีพูดคุยโดยมีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือเป็นคนกลาง เพื่อหาทางออกร่วมกัน

3.บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง (เป็นทางเลือกสุดท้าย) สำหรับกลุ่มที่เจตนาไม่ชำระหนี้ทั้งที่มีความสามารถ หลังจากให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนแล้ว ต้องดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม เพื่อสร้างมาตรฐานและไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

แน่นอนว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นการป้องกัน การส่งเสริม และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ แม้ปัจจุบันเป้าหมายอันดับแรกคือการลดหนี้เกินกำหนดชำระให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ยังเป็นคำถามตัวโต ๆ อยู่ แต่สิ่งที่ยังต้องทำควบคู่ไปกับกระบวนการ 3 ขั้นตอนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแนวทางในการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี หรือจะเป็นการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และมาตรการที่ให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้ ตามแนวทางกรมการพัฒนาชุมชน ที่ยังต้องดำเนินการควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่องอยู่เช่นเดิม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :

Review Your Cart
0
Add Coupon Code
Subtotal

 
Scroll to Top